|
|
|
กิจกรรมการกลั่นน้ำมันตะไคร้หอม |
 |
ขั้นตอนแรก การตัดตะไคร้หอม
1. การตัดตะไคร้หอม ไม่ควรตัดถึงบริเวณก้านต้น ควรเลือกเฉพาะส่วนที่เป็นใบเท่านั้น
ซึ่งจะทำให้เวลากลั่นจะได้ปริมาณน้ำมันเป็นจำนวนมากนั่นเอง
2. การสังเกตว่าต้นตะไคร้หอมจะให้ปริมาณน้ำมันมากน้อยเท่าใดนั้น
ดูได้จากสีใบและรูปทรงของใบ คุณภาพที่ดีนั้นควรมีสีเขียวสด
และลักษณะของใบเรียวเล็กสวย
3. หากเป็นไปได้ควรจะตัดในเวลาเช้า เพราะจะได้ปริมาณน้ำมันมากกว่าใช้ใบตะไคร้หอมที่ตัดในเวลาเที่ยงหรือเย็น
และควรนำมาต้มกลั่นทันทีหลังจากตัดใบมาแล้ว
ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมถังต้มกลั่น
1. อันดับแรก จะต้องตัดลำไม้ไผ่เป็นท่อนๆ และผ่าครึ่ง
สำหรับนำมาวางเรียงลงให้เต็มพื้นที่ก้นถังเสียก่อน
เพื่อป้องกันมิให้ใบตะไคร้หอมไหม้เวลาต้มกลั่น
2. จากนั้นเปิดน้ำใส่ลงในถังให้สูงระดับ 40 ซ.ม.
3. ต่อมาจึงนำใบตะไคร้ที่ตัดเตรียมไว้แล้วใส่ลงไป
และย่ำอัดจนกว่าจะเต็มถัง |
|
4. เมื่อเต็มถังดีแล้ว
จึงทำการปิดฝาให้สนิท ด้วยการยาดินที่ผสมน้ำให้เกิดความเหนียวรอบฝาปิดแล้วใช้แถบผ้าชุบน้ำพันโดยรอบให้สนิทอีกครั้ง
5. น้ำท่อกลั่นน้ำมันตะไคร้หอมมาประกอบเข้ากับปากฝาครอบถังต้มกลั่น
เช่นเดียวกันคือนำดินผสมน้ำมายาและพันผ้าโดยรอบ เพื่อกันมิให้เกิดการรั่วซึม
ทั้งนี้กำหนดให้ปลายท่อกลั่นต้องอยู่ต่ำกว่าระดับระนาบเล็กน้อย
เพื่อให้ของเหลวที่ผ่านกระบวนการกลั่นไหลลงสู่ถังกระบอก
6. ต่อสายยางบริเวณจงอยที่อยู่ด้านบนของท่อกลั่น สำหรับระบายน้ำทิ้ง
7. ต่อสายยางเข้ากับจงอยด้านในของส่วนปลายท่อกลั่น สำหรับเปิดน้ำเข้าสู่ท่อกลั่น
8. และต่อท่อสแตนเลสที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 นิ้วเข้ากับจงอยด้านนอกสุดของท่อกลั่น
เพื่อรองรับของเหลวที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วให้ไหลลงสู่ถังทรงกระบอก
ก่อนที่จะนำไปแยกส่วนที่เป็นน้ำกับน้ำมันออกจากกันอีกครั้งหนึ่ง
9. ให้นำแผ่นพลาสติกปิดปากถังกระบอก เจาะรูพลาสติกให้พอดีกับท่อสแตนเลส
10. กะละมังสำหรับรองรับน้ำกลั่น ขณะแยกน้ำมันตะไคร้หอมจากถังกระบอก
เริ่มกระบวนการผลิต
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงเริ่มกระบวนการต้มกลั่นด้วยการก่อไฟใต้ถังต้มกลั่นที่เตรียมไว้
ครั้งแรกสามารถเร่งไฟให้แรงได้ จนกระทั่งน้ำเดือด ( สังเกตได้ด้วยการ
เปิดแผ่นพลาสติก ดูว่ามีควันและหยดน้ำไหลลงสู่ถังกระบอกหรือยัง
เทคนิกพิเศษควรใส่น้ำแข็ง 1 ขันลงไป) ให้ลดแรงไฟลง โดยพยายามไม่ให้เปลวไฟลุกสูงเกินขอบก้นถังต้มกลั่น
เพราะหากไฟแรงเกินไป จะทำให้การต้มกลั่นจะได้น้ำมากกว่าน้ำมัน
ระหว่างนี้หมั่นเฝ้ารอสังเกตของเหลวในถังกระบอก รวมทั้งใช้แก้วใสตักดูปริมาณของเหลวว่ามีน้ำมันตะไคร้ลอยอยู่หรือไม่
เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วให้คอยใส่ฟืนและควบคุมความร้อนให้สม่ำเสมอ
จนกระทั่งปริมาณของของเหลวสูง 2 ใน 3 ส่วนของถังกระบอก จึงปล่อยให้ไฟค่อยๆ
มอดดับเอง ขณะเดียวกันถอดท่อสแตนเลสและเปิดแผ่นพลาสติกออกถังกระบอก
จากนั้นเปิดก๊อกระบายส่วนที่เป็นน้ำกลั่น * ปล่อยลงกะละมังที่เตรียมไว้
( * สังเกตได้ว่า ส่วนที่เป็นน้ำมันตะไคร้ลอยตัวเป็นแผ่นบนผิวน้ำจะมีสีเข้มกว่าน้ำ)
ปล่อยน้ำจึงถึงระดับเหนือท่อก๊อกเล็กน้อย แล้วจึงปิดก๊อกทันที
การแยกน้ำมันตะไคร้หอมออกจากน้ำกลั่น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะเกิดการสูญเสียได้ง่าย
หากไม่ระมัดระวัง นำถังกระบอกเอนลง จากนั้นให้ใช้สายยางขนาดเล็กดูดส่วนที่เป็นน้ำกลั่นออกจากน้ำมันตะไคร้หอม
จนเหลือส่วนที่เป็นน้ำมันจริงๆ แล้วจึงนำไปเทบรรจุลงในขวด
เพื่อรอการแปรรูปต่อไป
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการกลั่นแล้ว สามารถกระทำการต้มกลั่นได้เลย โดยรอให้ถังต้มกลั่นเย็นพอที่จะเปิดฝาและถอดท่อกลั่นออก
จากนั้นเติมน้ำกลั่นลงไปแทนการใช้น้ำธรรมดาเหมือนกับการต้มกลั่นครั้งแรก
จากนั้นก็ใส่วัตถุดิบลงไปตามกระบวนการที่ได้อธิบายในคราวแรก
ส่วนน้ำกลั่นที่เหลือสามารถเก็บกักไว้ในถังภาชนะ เพื่อนำกลับมาใช้ในการต้มกลั่นในโอกาสต่อไป
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปฉีดพ่นไล่ยุง แทนการใช้สารเคมี และยังนำมาเป็นส่วนผสมสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นได้อีกด้วย
รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
1. ถังต้มกลั่น มีขนาดความสูง 150 ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 80
ซ.ม.
2. ใช้ใบตะไคร้หอม 300 ก.ก. ( หรือบนเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ
50 ตร.ว. ) จะได้น้ำมันตะไคร้หอม 2 ลิตร
3. ระยะเวลาเริ่มต้นกระบวนการต้มกลั่น (ไม่รวมเวลาการเตรียมการ)
จนได้น้ำมันตะไคร้หอมใช้เวลา 6 ชั่วโมง
ประโยชน์ของน้ำมันตะไคร้หอม
1. น้ำมันตะไคร้หอมบริสุทธิ์สามารถรับประทานได้ โดยมีสรรพคุณรักษาแผลในช่องปาก
2. สามารถนำมาแปรรูปผลิตอื่นๆ อาทิเช่น ยาหม่องทั้งชนิดน้ำและข้น
สูตร 1. พิมเสน 1 ก.ก. 2. การบูร 1 ก.ก.
3. เมนทอล 1 ก.ก.
4. น้ำมันตะไคร้หอม 1 ลิตร
5. น้ำมันงา 0.5 ลิตร (หากต้องการผสม สำหรับใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้า)
6. น้ำมันมะพร้าว 2 ลิตร ( หากต้องการผสม เพื่อช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บข้อ
และคลายเส้น)
วิธีทำ
นำส่วนผสมข้อที่ 1 3 เทใส่หม้อสแตนเลส แล้วตั้งบนเตา ไฟปานกลาง
จากนั้นค่อยๆ เทน้ำมันตะไคร้หอมตามลงไป แล้วใช้พายคนให้ทั่วจนกว่าสารทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
แล้วยกลงจากเตาปิดฝาไว้จนกว่าจะเย็นตัว เพื่อกรอกลงใส่ภาชนะบรรจุภัณฑ์รอการจำหน่ายต่อไป
สำหรับส่วนผสมข้อ 5 และข้อ 6 ให้เทก่อนน้ำมันตะไคร้หอมตามลำดับ
หากทีหลังหรือพร้อมกันจะทำให้ไม่ได้กลิ่นน้ำมันตะไคร้หอม
ครีมอาบน้ำตะไคร้หอม สูตร
1. หัวแชมพู 1 ก.ก.
2. น้ำกลั่นสำหรับเป็นตัวทำละลาย 2 ลิตร
3. น้ำมันตะไคร้หอม 200 250 ซี.ซี. ( หรือประมาณ ¼ ส่วน
ของขวดโค้กลิตร )
4. พิมเสน 200 กรัม
5. การบูร 200 กรัม 6. เมนทอล 200 กรัม
วิธีทำ
1. ค่อยๆ เติมน้ำกลั่นลงทำละลายหัวแชมพู สังเกตุความเข้มข้นพอเหมาะดีหรือไม่
หากเติมน้ำกลั่นมากเกินไปจะทำให้เหลวเกินไป พักไว้
2. นำพิมเสน + การบูร + เมนทอล ใส่ลงหม้อสแตนเลสตั้งบนเตา
แล้วจึงนำน้ำมันตะไคร้หอมใส่ลงไป คนจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เสร็จแล้วจึงปิดฝาปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น
3. เมื่อเย็นดีแล้ว จึงนำส่วนผสมทั้งหมดเทลงผสมกับหัวแชมพูที่พักไว้ก่อนหน้านี้
แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำ
สเปรย์กันยุง สูตร 1
1. น้ำมันตะไคร้หอม 5 ซี.ซี.
2. น้ำกลั่น 80 ซี.ซี. นำส่วนผสมเข้าเครื่องปั่น แล้วบรรจุลงขวดสเปรย์
สูตร 2 (เพิ่มส่วนผสมดังนี้)
1. พิมเสน 5 ซี.ซี.
2. การบูร 5 ซี.ซี.
3. เมนทอล 5 ซี.ซี. นำส่วนผสมทั้งหมดมาทำละลาย เช่นเดียวกับการทำยาหม่องน้ำและครีมอาบน้ำ
จากนั้นนำเข้าเครื่องปั่นพร้อมกับน้ำมันตะไคร้หอมและน้ำกลั่น
สำหรับปริมาณนั้นให้เพิ่มสัดส่วน โดยคำนวณปริมาตรเป็นลิตร
นอกจากนี้น้ำมันตะไคร้หอมยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ
ได้อีก เช่น แป้ง ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เทียนตะไคร้หอม ประเมินผลการสาธิตและแนวทางแก้ไขปรับปรุง
1. การกลั่นน้ำมันตะไคร้หอมสามารถกลั่นได้วันละ 2 ครั้งๆ ละ
6 ชั่วโมง และจะต้องมีการติดตามการผลิตทุกขั้นตอน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวน
3 คน (ไม่รวมกับแรงงานที่ต้องไปเกี่ยวต้นตะไคร้หอม) ได้น้ำมันตะไคร้หอมประมาณ
4 ลิตร
2. จากการสอบถามอาจารย์พรชัยทำให้ทราบว่า การที่จะผลิตน้ำมันตะไคร้หอมให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อการแปรรูปจำหน่าย
ควรใช้พื้นที่เพาะปลูก 10 ไร่
3. จากการกลั่นน้ำมันตะไคร้หอมจากแปลงของนายพลสุรพล ( แปลงไฟฟ้า)
ปริมาณน้ำมันตะไคร้ได้น้อยกว่า ซึ่งรู้ภายหลังว่าเป็นคนละพันธุ์กับที่อาจารย์สาลี่นำมาปลูกบริเวณพระเจดีย์
จึงน่าจะนำพันธุ์ตะไคร้หอมขาวมาปลูกแทน หรือใช้สำหรับปลูกตะไคร้บ้าน
ซึ่งสามารถจำหน่ายน้ำมันสำหรับใช้ในแวดวงสปาโดยตรง
4. เรื่องการแปรรูปสบู่เหลวตะไคร้หอม สูตรเย็น (เมนทอล) ได้ทดลองแปรรูปดูแล้วพบปัญหาก็คือ
ทำอย่างไร? จึงจะทำให้หัวเชื้อแชมพูละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำกลั่น
ซึ่งควรจะเติมสารใดลงไป ซึ่งอาจารย์พรชัยฝากให้นำไปแก้ไขปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป
ต้องทดลองใช้อัตราส่วนผสมให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องตลาด
สำหรับตัวอย่างที่ทดลองนี้ พบว่า เย็นสดชื่นดี แต่ไม่ได้มีการกำหนดอัตราส่วนที่แน่นอนอย่างใด
ซึ่งโอกาสต่อไปต้องกำหนดอัตราส่วนที่แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อให้ได้สูตรมาตรฐาน
การออกแบบฉลากสินค้า ขวดบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนต้องคำนวณต้นทุน
เพื่อกำหนดราคาขายปลีก/ขายส่ง
นายภวนพ สาครพานิช บันทึกข้อมูล
ขั้นตอนที่ 1 การตัดตะไคร้หอม
- ใช้ใบล่างสุดที่ติดกับก้านตะไคร้หอมเป็นแกน แล้วจึงตัด เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเปล่า
เนื่องจากบริเวณก้านที่เป็นส่วนของต้นไม่ใช่ส่วนที่ให้น้ำมันตะไคร้นั่นเอง
- เปรียบเทียบระหว่างตะไคร้หอมที่มีสายพันธุ์ต่างกัน เมื่อกลั่นจะได้ปริมาณน้ำมันต่างกัน
อย่างไรก็ตามหากต้องการน้ำมันปริมาณมาก ควรตัดช่วงเช้าและดำเนินการต้มกลั่นทันที
- เปรียบเทียบระหว่างตะไคร้หอมที่มีสายพันธุ์ต่างกัน เมื่อกลั่นจะได้ปริมาณน้ำมันต่างกัน
อย่างไรก็ตามหากต้องการน้ำมันปริมาณมาก ควรตัดช่วงเช้าและดำเนินการต้มกลั่นทันที
|
|
|